วันนี้ขออัพเอ็กซ์ทีนแบบมีสาระ(?)สักนิด เนื่องจากตอนนี้ข้าพเจ้าได้กลับมาอยู่เชียงใหม่พร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งและยังเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของทางเหนืออีกด้วยก็คือ ยี่เป็ง หรือ ลอยกระทงนั่นเอง
 
จุดประสงค์ของการเขียนในครั้งนี้มิได้มีเพื่อขวางคลองแต่อยากแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในวัฒนธรรมระหว่างรุ่นพ่อแม่กับรุ่นของเราเท่านั้น
 
ใครๆ ก็ต่างชื่นชอบภาพแสงไฟในโคมกระดาษสีขุ่นที่กลายเป็นดวงไฟดวงเล็กๆ กลางท้องฟ้าสีดำในช่วงวันเพ็ญเดือนสิบสองซึ่งเกี้ยวเองก็ไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นภาพที่สวยงามมากแต่หากลองมองอีกมุมหนึ่ง... เมื่อเชื้อเพลิงดับลง โคมเหล่านี้ก็จะร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกแต่สถานที่ที่ๆ ตกลงมานั่นไม่ใช่สถานที่เดียวกับที่ปล่อยกลับเป็นที่ใดก็ไม่รู้ที่ผู้ปล่อยไม่ทราบและไม่คิดอยากจะรู้ด้วยซ้ำ และถ้าหากเชื้อเพลิงนั่นไม่มอดลงก็กลายเป็นต้นเพลิงได้อีก ดังนั้นเกี้ยวจึงมีคำถามขึ้นในใจว่า...มันเป็นประเพณีที่ดีงามจริงหรือ? 
 
จากที่ศึกษาข้อมูลต่างๆ จากทางเวบไซด์หลายๆ เวบไซด์ต่างลงไว้ว่า การโคมลอยเป็นประเพณีของทางล้านนาที่สืบทอดมานานนับปี เกี้ยวเองก็เคยเชื่อแบบนั้นเช่นกันแต่วันนี้ข้อกังขาก็เกิดขึ้น บางคนบอกว่าการปล่อยโคมเป็นการปล่อยทุกข์ปล่อยโศกปล่อยความโชคร้ายให้ออกไป บ้างก็ว่าเป็นพุทธบูชาให้กับพระบรมสารีริกธาตุบนสรวงสวรรค์ดั่งภาพที่เคยเห็นการปล่อยโคมไฟจำนวนมากที่สวยงามและวิจิตรมาก แต่...อยากให้คิดสักนิดว่า เคยคิดกันบ้างไหมว่า...เชื้อไฟจำนวนมากเหล่านั้นจะไปร่วงลงที่หลังคาบ้านหรือไร่นาของใครบางคนและกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้นมาบ้าง? ดั่งที่มีข่าวแทบทุกปี... 
 
ด้วยความสงสัยนี้เราจึงได้ถามแม่ของตัวเองและผู้รู้จักบางคนว่า...สมัยก่อนก็ทำกันเช่นนี้เหรอ?  ปล่อยโคมไฟ ลอยกระทง เล่นประทัดกันครึกโครมแบบนี้หรอกหรือ? 
 
คำตอบคือ...ไม่ สิ่งที่ทำกันในสมัยนี้ ไม่มีในสมัยก่อน
 
ล้านนาเป็นอาณาจักรที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธมาหลายร้อยปีแล้วดังนั่นประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ของคนล้านนามักจะมีวัดและศาสนาเป็นหนึ่งในพิธีเหล่านั่นเสมอๆ แม้แต่ประเพณียี่เป็งก็ด้วย 
 
ทุกครั้งที่เป็นวันพระ ชาวบ้านก็พากันไปที่วัดเพื่อฟังเทศน์ฟังธรรมและในวันเพ็ญเดือนสิบสองก็เช่นกัน ทุกคนจะรวมตัวกันที่วัดเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันซึ่งหนึ่งในนั่นคือ การปล่อยโคมลอย แต่โคมลอยในที่นี้ไม่ใช่โคมไฟที่ปล่อยในเวลากลางคืนดั่งที่ทุกๆ คนรู้จักกัน แต่เป็นโคมกระดาษขนาดใหญ่หลากสีที่ร่วมใจกันทำขึ้นมา ไม่ใช่โคมเล็กๆ ขนาดสองคนถือ บางก็เท่ารถยนต์หรือใหญ่กว่า แล้ว..ก็จะใช้ควันไฟอัดเข้าไปในใจกลางของโคมจนกระทั่งโคมพองจนเต็มที่พร้อมจะปล่อยขึ้นฟ้า กิจกรรมนี้เราจะทำในเวลากลางวันมิใช่กลางคืน เกี้ยวจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ในวันลอยกระทงถ้าแหงนมองขึ้นฟ้าจะเห็นโคมลอยหลากสีสันอยู่บนใต้แผ่นฟ้าสีคราม เป็นความตื่นตาตื่นใจของเด็กในสมัยนั้น และโคมเหล่านี้ก็ไม่เคยก่อความเดือดร้อนให้ใครเพราะภายในโคมนั่นมีเพียงแค่ควันไฟเท่านั้น ไม่มีเชื้อเพลิงดั่งโคมไฟที่ปล่อยในเวลากลางคืน  แม่ยังเคยเล่าว่า สมัยก่อนถ้าโคมลอยตกลงที่บ้านใครถือว่าโชคดีเพราะข้างในจะมีเงินที่คนปล่อยร่วมกันทำบุญ มิใช่เป็นการปล่อยซวยอย่างที่ใครๆ เข้าใจกัน
 
และเมื่อขึ้นเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านจะร่วมใจกันจุดประทีบ(ต๋ามประทีบ) กันรอบๆ บริเวณวัดและเข้าวิหารฟังเทศน์ฟังธรรมก่อนจะแยกย้ายนำประทีบไปจุดรอบรั้วบ้านของตน บ้างก็ออกไปลอยกระทงกันต่อซึ่งสมัยก่อนที่บ้านก็จะพาไปลอยกันในคูเมือง เช้ามาก็จะมีเทศบาลมาเก็บกระทงออกไป และเมื่อก่อนกระทงที่ใช้ก็จะเป็นวัสดุจากธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่โฟม หรือ ขนมปัง แบบที่เห็นใช้กันในปัจจุบันซึ่งขอพูดแบบขวางโลกเลยว่า เกี้ยวไม่สนับสนุนการใช้กระทงขนมปังในการลอยกระทงเพราะทำให้คุณภาพของน้ำแย่ลงมากกว่าการใช้กระทงจริงลอย ในแม่น้ำมีปลาอยู่ก็จริงแต่ปลาเหล่านี้เป็นปลาที่สามารถหากินเองได้ หากมันไม่กินขนมปังก็จะละลายน้ำ และถ้าแย่ไปกว่านี้ก็คือขนมปังที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม 
 
ปีนี้เกี้ยวเองก็ตั้งใจว่าจะไปปล่อยโคมไฟเช่นนั้นแต่พอรู้อะไรแล้วทำให้ไม่อยากไปโดยปริยายเลยล่ะ เลยออกไปดูท้องฟ้ายามค่ำคืนแทน
 
ทุกคนย่อมสนับสนุนการสืบสานประเพณีที่ดีงามและให้คงอยู่แต่ในฐานะคนเล็กๆ เสียงเล็กๆ อยากฝากให้ใครสักคนว่า ประเพณีเป็นสิ่งที่ดีที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์แต่อยากให้สืบทอดโดยถูกต้อง ถูกความหมาย สิ่งต่างๆ ที่คนบ่าเก่าบ่าแก่กึดมา เปิ้นมีเหตุผลของเปิ้นว่ายะไปเพื่ออะหยัง อยากให้ศึกษากันโดยละเอียดและถ่องแท้ อย่าให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเพณีของเราไปมากกว่านี้เลย อย่าให้การค้าการขายเข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของเราเลยนะคะ
 
เอนทรีคงจบลงเพียงเท่านี้ หวังจะสามารถเป็นประโยชน์หรือข้อมูลให้กับผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยค่ะ Cool

edit @ 11 Nov 2011 15:53:10 by Ke@w

Comment

Comment:

Tweet